web analytics

สายงาน ERP ของคนทำงาน ไอทีกับความสำคัญของที่ปรึกษา

สายงาน ERP ของคนทำงานไอทีกับความสำคัญของที่ปรึกษาสายงาน ERP ของคนทำงาน ไอทีกับความสำคัญของที่ปรึกษา

            ERP (Enterprise Resource Planning) นั้นคือ แนวคิดในการวางแผนการจัดการวัตถุดิบเพื่อใช้ในการผลิตเพื่อให้การผลิตเป็นไปได้อย่างราบรื่น โดยต้องบริหารวัตถุดิบให้เพียงพอต่อการผลิต และมีสต๊อกวัตถุดิบให้น้อยที่สุด โดย ERP จะเป็นระบบที่จะช่วยจัดการตั้งแต่การเก็บข้อมูลของคู่ค้า ระยะเวลาส่งของ การวางแผนการผลิต จัดวัตถุดิบให้ถูกต้อง เพื่อเบิกไปผลิตเป็นสินค้า โดยสินค้าเหล่านั้นจะถูกออกแบบส่วนประกอบทั้งหมดโดยวิศวกร ออกมาในรูปแบบของ BOM(Bill of Materials) และจะนำไปเปิด Job เพื่อผลิตต่อไปโดยผู้ที่ทำงาน ไอทีของโรงงานนั้น ๆ จะมีหน้าที่ดูแลระบบให้สามารถทำงานได้อย่างปกติ และใช้ข้อมูลที่มีจากระบบทั้งหมดมาพัฒนาต่อเป็นรายงานที่ดูง่าย เพื่อให้ทางฝ่ายที่เกี่ยวข้องนำไปวิเคราะห์เพื่อพัฒนาการผลิต และพัฒนาระบบให้มีความสามารถเพิ่มมากขึ้นจากมาตรฐานของโปรแกรมเดิมให้เข้ากับธุรกิจของบริษัท ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว แต่ละสายอุตสาหกรรมจะแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นผู้ที่ทำงาน ไอทีด้าน ERP จะต้องเข้าใจหลักการของธุรกิจ และประยุกต์ให้เข้ากับอุตสาหกรรมให้ได้ แต่ก็เป็นการยาก เนื่องจาก ERP นั้นมีหลากหลายหน่วยงาน แต่ละหน่วยงานก็มีรายละเอียดค่อนข้างมาก เช่น การวางแผนการผลิต การจัดการการผลิต การวางแผนการจัดซื้อ การบริหารงานขาย การจัดการกำลังคน การบริหารสโตร์ (Store) การออกแบบทางวิศวกรรม การบริหารด้านลูกค้าสัมพันธ์ การตรวจสอบคุณภาพการบริหารเครื่องจักรและงานซ่อมบำรุง และการบัญชี เป็นต้น ดังนั้นผู้ที่ทำงาน ไอที ที่ดูแลด้าน ERP จะต้องมีที่ปรึกษาที่มีความรู้ความสามารถและให้คำปรึกษาอย่างมืออาชีพ ซึ่งผู้ที่ให้คำปรึกษาเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะไม่ได้ทำงาน ไอทีโดยตรง แต่จะเข้าใจในระบบการทำงานของอุตสาหกรรมต่างๆ เป็นอย่างดี และสามารถอธิบาย กระบวนการต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ที่ทำงาน ไอทีในโรงงานนั้น ๆ นำไปเป็นแนวคิดในการพัฒนาโปรแกรมต่อไป

            ยกตัวอย่างการให้คำปรึกษาในเรื่องของ การพัฒนา และปรับปรุง กระบวนการผลิต เริ่มต้นจากการเปิดลำดับงาน ตามแผนการผลิตจากฝ่ายวางแผน ผู้เปิดงานก็มักจะเป็น ฝ่ายวางแผนเอง หรือ ฝ่ายผลิต และจะต้องเบิกวัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตเข้าไปในงานนั้น ๆ โดยวัตถุดิบทั้งหมดนั้นได้ถูกออกแบบไว้แล้วโดยฝ่ายวิศวกรรม และพิมพ์ใบงานแนบไปกับวัตถุดิบ เพื่อไปผ่านกระบวนการผลิตตามที่ได้จัดวางไว้ และแต่ละกระบวนการผลิตต่าง ๆ นั้นควรจะทำรายงานผลการปฏิบัติงานในทุกจุด โดยพนักงานที่รับผิดชอบในแต่ละจุด ดังนั้นผู้บริหารจะสามารถติดตามผลการทำงานได้ตลอดเวลา และทราบถึง จำนวนวัตถุดิบที่อยู่ในระหว่างการผลิต (Work in Process) จำนวนชั่วโมงการทำงานของเครื่องจักร หรือของพนักงาน ในขณะนั้น ปัญหาและต้นทุนต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น จนกระทั่งจบกระบวนการผลิต แปลงต้นทุนระหว่างกระบวนการผลิต เป็นต้นทุนของสินค้า (Finished Goods) ได้ในทันที ที่ปรึกษาจะนำกระบวนการเหล่านี้มาใช้กับการทำงาน ไอที ผ่านตัวโปรแกรม ERP รวมทั้งจัดอบรมและช่วยแก้ปัญหาในด้านระบบการทำงานให้สอดคล้องกับโปรแกรม ซึ่งถ้าหากจำเป็นต้องปรับปรุงโปรแกรม ก็จะส่งต่อรายละเอียดการปรับปรุงนั้นไปที่โปรแกรมเมอร์

             สรุปแล้ว ที่ปรึกษามีหน้าที่ชี้นำทางในการนำโปรแกรมมาใช้ในการะบวนการต่าง ๆ ทั้งระบบของธุรกิจการผลิต และแนะนำวิธีการใช้งาน   เรื่องค่าใช้จ่ายในการจ้างที่ปรึกษาเพื่อมาช่วยให้คำปรึกษาส่วนใหญ่จะคิดราคาเป็นต่อวัน ไม่ว่าจะเป็นวันที่เข้ามาจริง หรือวันที่ต้องใช้ในการพัฒนาหรือปรับปรุงโปรแกรม ซึ่งมีอัตราค่าแรงค่อนข้างสูง ดังนั้นหากฝ่ายที่ทำงาน ไอทีของบริษัทต้องการจะจ้างที่ปรึกษา ก็ควรที่จะวางแผนก่อนว่าเรามีระบบอะไรที่ต้องปรับปรุงบ้าง แยกออกมาเป็นส่วนการปฎิบัติงาน สิ่งที่เรามีอยู่ตอนนี้ สิ่งที่เราต้องการจะพัฒนาเพิ่มเติม ปัญหาที่พบในกระบวนการทำงานของเรา ณ ปัจจุบัน เพื่อให้ทางที่ปรึกษาจะได้นำข้อมูลเหล่านี้ไปวิเคราะห์หาวิธีการที่จะสามารถพัฒนาระบบของเราให้ใช้งานได้จริงต่อไป

By…  Anat S.

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น