ไอที จัดการ กระบวนการ ธุรกิจ

เมื่อไม่ได้จบไอที แต่ต้องมาดูแลไอที

วันหนึ่งเจ้านายเรียกมามอบหมายงานใหม่ เป็นงานที่คาดไม่ถึงว่าต้องมารับผิดชอบ ……. ผมให้คุณไปดูแลฝ่ายไอทีของบริษัท ตายหละทำไงดี ความรู้ด้านไอทีก็มีแค่เพียงเล็กน้อย เคยอยู่ในทีมที่ต้อง Implement ระบบมาบ้าง แต่ก็ในฐานะคนใช้งานระบบ โชคดีที่มีความรู้ว่าแผนกไหนของบริษัทมีกระบวนการการทำงานอย่างไร ใครเป็นขาใหญ่ จึงเริ่มวางแผนว่าจะนำไอที มาใช้ในการจัดการกระบวนการทำงาน หรือกระบวนการทางธุรกิจอย่างไรดี

จากเดิมมีความรู้ทางด้านการบริหารจัดการอยู่บ้าง แต่ความรู้ทางด้านไอทีน้อยนิดเต็มที จึงเริ่มจากการสอบถามจากอากู๋     และหาซื้อหนังสือมาอ่าน อ่านตั้งแต่ระบบไอทีเบื้องต้น ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ การจัดทำแผนหรือกลยุทย์ทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ มาตรฐานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับไอที เพื่อนำความรู้ทั้งหมดมาใช้ในการทำแผนงานของฝ่าย ซึ่งก็ยังงงอยู่ ยังเขียนแผนและทำงานด้วยความไม่กระจ่าง จะถามเพื่อนก็เพิ่งเข้าสู่วงการนี้ได้ไม่นานไม่รู้จะถามใคร จึงตัดสินใจหาตัวช่วยเพิ่มเติม คงต้องเรียนต่อแล้วหล่ะ (คิดซะว่าไม่มีใครแก่เกินเรียน) เพราะคิดว่าผู้บริหารฝ่ายไอทีขององค์กรนอกจากต้องมีความรู้ทั้งทางด้านการจัดการธุรกิจ การจัดการกระบวนการทำงานแล้ว ต้องมีความรู้ทางด้านไอทีด้วย ไม่อย่างนั้นจะไม่สามารถวางแผน หรือนำระบบไอทีมาใช้เพื่อส่งเสริมการทำธุรกิจ หรือปรับปรุงกระบวนการการทำงานได้ อีกทั้งอาจทำให้องค์กรต้องเสียเงินลงทุนในระบบไอทีโดยไม่คุ้มค่า ระบบที่จัดทำไม่มีประสิทธิภาพไม่สอดคล้องกับธุรกิจ ระบบไม่มีความมั่นคงปลอดภัย เพิ่มความเสี่ยงให้กับการดำเนินการธุรกิจของบริษัท

หลังจากหาข้อมูลหลักสูตรจากหลายๆสถาบันแล้วจึงตัดสินใจเลือกเรียนปริญญาโทที่ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือที่คนทั่วไปเรียกกันว่า นิด้า โดยเลือกเรียนหลักสูตรบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ ( Information Technology Management: ITM) คณะสถิติประยุกต์ เพราะเนื้อหารายวิชาตรงกับที่เราต้องการ มีการเรียนทั้งทางด้านไอที และด้านการจัดการกระบวนการทางธุรกิจ รวมทั้งการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ เหมาะสำหรับคนที่ไม่ได้จบไอที แต่ต้องมาทำงานที่เกี่ยวกับไอที หรือบริหารจัดการไอทีของบริษัท นี่แหละที่เราต้องการ แถมยังได้เพื่อนใหม่ที่อยู่ในแวดวงไอทีด้วย วิชาเรียนก็มีทั้ง การเขียนโปรแกรม ธุรกิจและการจัดการ การบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ บัญชี การประกอบธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆมากมาย จากที่อ่านเองแล้วไม่รู้เรื่อง ก็ถึงบ้างอ้อ เวลามาทำงานหรือต้องทำแผนงานต่างๆมีความเข้าใจมากขึ้น

การได้ปรับเปลี่ยนให้รับผิดชอบงานใหม่ๆที่ไม่คุ้นเคย ไม่เคยทำ ถือเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้เรียนสิ่งใหม่ๆ ได้ทำในสิ่งที่ท้าทาย ไม่เบื่อ ไม่ซ้ำซากจำเจ ถึงแม้ว่าเราจะต้องปรับเปลี่ยนตัวเองให้ทันกับความเปลี่ยนแปลง ต้องใช้ความพยายามในการเรียนรู้ ต้องเหนื่อยมากขึ้น แต่ก็สนุก “แค่เปลี่ยนความคิด ชีวิตก็เปลี่ยน ไม่มีอะไรที่คุณทำไม่ได้” …………… ขอบคุณนะค่ะเจ้านาย ที่ให้โอกาสมาดูแลไอที ทำให้ชีวิตมีสีสันเพิ่มขึ้นมากมาย ……….. เรามาถึงจุดนี้ได้ไง

ไอทีกับการจัดการกระบวนการทางธุรกิจ

ต้องยอมรับว่าการทำงานในยุคโลกาภิวัฒน์ ไอทีมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจให้สามารถแข่งขัน มีโอกาสเจริญเติบโตในธุรกิจ ช่วยในการปรับเรื่องการจัดการและกระบวนการการทางธุรกิจให้มีความสะดวก รวดเร็ว สอดคล้องกับรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้รับบริการ หรือลูกค้าที่ส่วนมากใช้สมาร์ทโฟน หรือคอมพิวเตอร์จนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต การมีอินเทอร์เนต ในทุกๆที่ ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนส่งเสริมให้มีการนำไอทีมาใช้ในกระบวนการทางธุรกิจมากขึ้น

การจะนำไอทีมาใช้ในกระบวนการทางธุรกิจ จำเป็นต้องมีการวางแผน การบริหารจัดการเทคโนโลยีอย่างรอบครอบ เป็นระบบ เนื่องจากการลงทุนทางด้านไอทีมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงเร็ว ผู้บริหารขององค์กรหรือหน่วยงานต่างๆ จำเป็นต้องมีความรู้ความสามารถทั้งทางด้านการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ และความรู้ทางด้านการบริหารจัดการ ซึ่งความรู้เหล่านี้สามารถหาได้จาก หนังสือ ตำรา หรือทางอินเทอร์เนตต่างๆ หรืออาจเป็นการศึกษาเพิ่มเติมในระดับปริญญาโทที่มีเปิดรับสมัครอยู่หลายหลักสูตร หนึ่งในนั้นก็คือหลักสูตร บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ ของสถาบันพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ที่มุ่งเน้นการเรียนที่ผสมผสานระหว่างความรู้ทางด้าน ไอที และ การบริหารจัดการกระบวนการทางธุรกิจ เพื่อนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในการวางแผนระบบไอที เพื่อส่งเสริมการดำเนินการของธุรกิจ

โลกโลกาภิวัฒน์ก้าวไกลแบบไร้พรมแดน และเป็นความก้าวหน้าแบบก้าวกระโดด ผู้บริหารและคนทำงานจึงจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนตัวเองให้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก การศึกษาเพิ่มเติมถือเป็นอาวุธที่สำคัญที่จะทำให้คุณทำงานได้อย่างมืออาชีพ ในโลกแห่งการแข่งขันอย่างเช่นปัจจุบัน

เมื่อต้องมารับผิดชอบการบริหารโครงการ

คนไอทีส่วนมากแล้วเริ่มต้นชีวิตการทำงานโดยเป็นระดับปฏิบัติการก่อน เมื่อทำงานไประยะเวลาหนึ่งก็มักจะได้รับมอบหมายในตำแหน่งงานที่สูงขึ้นไป เพราะว่ามีความรู้ ความเข้าใจในการจัดการ และกระบวนการ ธุรกิจ จึงมักจะต้องศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมในการประยุกต์ใช้ ไอที ให้เกิดประโยชน์กับองค์กรสูงสุด
องค์กรธุรกิจปัจจุบัน ล้วนแล้วแต่ใช้ ไอที มาเป็นกระบวนการ ธุรกิจ ในการขับเคลื่อนองค์กรเพื่อแข่งขันกับตลาดได้ การพัฒนา และจัดการ ไอที จึงมีความสำคัญในสภาพสังคมปัจจุบันเป็นอย่างมาก
ในการศึกษาระดับปริญญาโทเกี่ยวกับการจัดการ ไอทีปัจจุบันจึงมีความสำคัญมาก หลักสูตรปริญญาโทบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (Information Technology Management : ITM) เป็นหลักสูตรที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนนำกระบวนการ ทางธุรกิจ มาผสานกับการจัดการ ไอที ทำให้ผู้เรียนสามารถนำไปประยุกต์หรือปรับใช้เพื่อพัฒนาองค์กรของตนได้

ความต่างของคนทำงานไอทีภาครัฐบาล กับคนทำงานไอทีภาคเอกชน

เมื่อเรียนจบจากรั้วมหาวิทยาลัย แน่นอนครับทุกคนอยากมีงานทำ อยากได้งานที่ทำแล้วตรงตามสายที่เรียนมา อยากทำงานแล้วมีแต่ความสุข อยากได้งานที่มีค่าตอบแทนสูงๆ มีคนเคยสงสัยมั้ยครับว่าการทำงานไอทีภาครัฐบาล กับการทำไอทีภาคเอกชนมันมีความแตกต่างกันอย่างไร งานแบบไหนดีกว่ากัน ผู้เขียนขอวิเคราะห์จากประสบการณ์การทำงานสายไอทีภาครัฐบาลของตัวเอง และมีเพื่อนของผู้เขียนที่ทำงานสายไอทีภาคเอกชน ซึ่งวิเคราะห์ออกมาเป็นประเด็นได้ดังนี้

ค่าตอบแทนที่ได้รับหรือเงินดือน

ซึ่งจากตารางเงินเดือนที่ยกตัวอย่างมาก็จะเห็นว่าเงินเดือนที่ได้รับคนที่ทำงานไอทีภาคเอกชนจะได้รับมากกว่าแต่ภาระหน้าที่ความรับผิดชอบก็ต้องสูงตามมาด้วย

ความก้าวหน้าในสายงานที่รับผิดชอบ
ในส่วนของความก้าวหน้าในสายงานขอแตกประเด็นออกเป็นส่วนๆดังนี้
●  ไอทีที่ทำงานในภาครัฐบาล ลักษณะการเลื่อนขั้นหรือตำแหน่งจะพิจารณาจาก ปริมาณงานที่ทำ คุณภาพของงานที่แสดงให้เห็น ความอาวุโสในการเข้าทำงาน และสิ่งสำคัญอีกอย่างคือความพึ่งพอใจต่อหัวหน้าต่อลูกน้องภายใต้บังบังบัญชา เช่น นาย ก เป็นหัวหน้า นาย ข และนาย ค ทั้งสองเข้าทำงานพร้อมกัน แต่ นาย ค เอาใจหัวหน้าเก่งกว่านาย ข เมื่อต้องพิจารณาเลื่อนตำแหน่ง นาย ค ได้ พิจารณาเลื่อนตำแหน่ง
●  ไอทีที่ทำงานในภาคเอกชน ลักษณะของการเลื่อนขั้นหรือตำแหน่งจะพิจารณาจาก ประสิทธิภาพของงานที่ทำออกมา ความรวดเร็วในการทำงานที่ได้รับมอบหมายตามกำหนดเวลา

ความเครียดในการทำงานที่รับผิดชอบ
ในการทำงานไม่ว่าจะทำงานอะไรย่อมเกิดความเครียดทั้งนั้นในการทำงานภาครัฐและภาคเอกชนก็มีความเครียดเหมือนกัน
●  ความเครียดที่เกิดจากการทำงานไอทีในภาครัฐบาล ส่วนใหญ่ที่เกิดจะเป็นลักษณะของคนที่ทำงานร่วมกันเป็นส่วนใหญ่เช่น นาย ก และนาย ข เป็นเพื่อนร่วมงานกันได้รับผิดชอบให้ทำงาน 1 ชิ้นขึ้นมา นาย ข ไม่ช่วย นาย ก ทำเลย แต่ นาย ข ไม่โดนตำหนิเนื่องจาก นาย ข เป็นเด็กมีเส้นมีสาย
●  ความเครียดที่เกิดจากการทำงานไอทีภาคเอกชน ส่วนใหญ่เกิดจากปริมาณงานที่มากเกินไป หรือเกิดจากเวลาในการทำงานที่ได้รับมอบหมายงานน้อยเกินไปซึ่งในกรณีที่งานเร่งต้องอยู่ทำงานเกินช่วงเวลางาน หรือการแข่งขันในการทำงานเพื่อให้ได้งานที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดเพื่อหวังโบนัส หรือการเลื่อนตำแหน่ง

วัฒนธรรมขององค์กร
วัฒนธรรมขององค์กรจะอธิบายในลักษณะของการอยู่ร่วมกันเป็นสังคมของเพื่อร่วมงานในองค์กร
●  วัฒนธรรมขององค์กรภาครัฐบาล จากประสบการณ์ที่พบมาสัมผัสได้ว่าสังคมการทำงานของภาครัฐบาล จะมีความเอื้ออาทร ความมีน้ำใจ และความรักและความผูกในองค์กรภาครัฐบาลมีมากกว่าสังคมของภาคเอกชน เช่น นาก ก และ นาย ข เป็นเพื่อนร่วมงานกัน นาย ก ได้รับมอบหมายงานแต่นาย ก ไม่ถนาดงานที่รับมอบหมายมา แต่นาย ข ซึ่งมีความถนัดมากกว่านาย ก เข้ามาช่วยสอนนาย ก ให้มีความรู้เพิ่ม ทำให้นาย ก สามารถทำงานที่รับมอบหมายมาได้สำเร็จ
●  วัฒนธรรมขององค์กรภาคเอกชน จากประสบการณ์ของเพื่อนที่ทำงานในภาคเอกชนพบว่าความมีน้ำใจ ความรักและความภักดีต่อองค์กรมีน้องกว่าภาครัฐบาล เช่น นาย A และนาย B เป็นเพื่อนร่วมงานกัน นาย A ได้รับมอบหมายงานจากหัวหน้างานมา แต่นาย A ไม่ถนัดงานที่หัวหน้ามอบหมายงานมาให้ เมื่อนาย B รู้นาย B กลับบอกกับหัวหน้างานว่า ตนถนัดงานนี้มากกว่า ขอให้หัวหน้ามอบหมายงานนี้ตนดีกว่า เหตุผลที่นาย B ทำเช่นนี้เพราะต้องการเลื่อนตำแหน่งหรือเพื่อได้รับโบนัสที่มากกว่า นาย A

จาก ประเด็นต่างๆที่ยกขึ้นมาเป็นเพียงประสบการณ์ของผู้เขียนที่ได้ไปสัมผัสเท่านั้น การทำงานไม่ว่าจะเป็นการทำงานในภาครัฐบาล ภาคเอกชน ล้วนแล้วมีทั้งข้อแตกต่าง ข้อดี ข้อเสีย ในแต่ละองค์กรก็ไม่เหมือนกัน ฉะนั้นไม่ว่าเราจะทำงานที่ไหนสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ เราจะต้องมีความสุขในการทำงานเพราะความสุขจะเป็นพลังที่จะทำให้เราสร้างสรรค์ผลงานออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ