web analytics

Tag «ทำงาน ไอที»

แชร์ประสบการณ์ทำงาน ไอที (Software Tester)

 แชร์ประสบการณ์ทำงาน ไอที (Software Tester)                   เรียนจบมาแล้วทำงานอะไรดี??    คำถามนี้เชื่อว่า… เป็นคำถามที่วนเวียนอยู่ในห้วงความคิดของหลายๆ  คน  ณ  ช่วงเวลาที่ใกล้จะจบการศึกษาออกจากรั้วมหาวิทยาลัย  เพราะในความเป็นจริงแล้วสายงานไอทีก็มีอยู่มากมาย  และมีนักศึกษาจำนวนไม่น้อยที่เข้ามาเรียนอยู่ในสายไอที  แต่ไม่ชอบในสิ่งที่ตัวเองเรียน  ยิ่งทำให้เป็นเรื่องยากในการวางแผนอนาคตและสายอาชีพของตนเอง  และอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้วางแผนอนาคตไว้  เพราะมีความเชื่อว่า….  “จบสายไอทีแล้วมีงานทำแน่นอน”  ในบางครั้งตรรกะข้างต้นก็ไม่ได้เป็นจริงเสมอไปสำหรับบางคน  แต่ในทางกลับกันก็เป็นตรรกะที่เกิดขึ้นจริงสำหรับบางคน   ซึ่งจะขอถ่ายทอดจากประสบการณ์จริงของตัวผู้เขียนเอง           ขณะที่ใกล้จะจบการศึกษาปริญญาตรี   ตัวผู้เขียนเองก็ยังไม่แน่ใจนักว่าจะทำงานอะไรดี  เพราะโดยส่วนตัวแล้วเป็นคนเรียนอยู่ในระดับปานกลาง  แต่จะเน้นในเรื่องของพยายามศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องใหม่ๆ อยู่เสมอ  ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับคนที่จะทำงานในสายไอที เนื่องจากเทคโนโลยีมักจะเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างรวดเร็ว เมื่อจบการศึกษาระดับชั้นปริญญาตรี  ผู้เขียนตั้งใจแน่วแน่ว่าจะทำงาน ไอทีทางด้าน  Software Test  แล้วความตั้งใจนั้นก็เป็นจริง  โดยผู้เขียนทำงานอยู่ในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งฝ่ายงานที่มีหน้าที่ทดสอบระบบจะแยกออกมาจากทีมพัฒนาซอฟต์แวร์อย่างชัดเจน  เนื่องจากธุรกิจของบริษัทมีเครือข่ายอยู่ทั่วประเทศ  หากเกิดข้อผิดพลาดกับซอฟต์แวร์แล้ว  นั่นหมายถึงจะส่งผลกระทบต่อรายได้หลักของบริษัทและยังส่งผลถึงต้นทุนที่ต้องเสียมากขึ้นกับการแก้ไขซอฟต์แวร์นั้นๆ อีกด้วย อาชีพ  Software Tester  …

ตัวช่วยดีดี สำหรับคนทำงาน ไอที อย่างเราๆ

 ตัวช่วยดีดี สำหรับคนทำงาน ไอที อย่างเราๆ ก่อนอื่นเมื่อพูดถึงคนที่ทำงาน ไอทีนั้น อันดับแรกที่เรามักจะนึกถึงก็คือคอมพิวเตอร์ ไอทีกับคอมพิวเตอร์เป็นของคู่กัน คอมพิวเตอร์ถือว่าเป็นอุปกรณ์และเครื่องมือหลักของคนทำงานด้านไอที ซึ่งคนที่ทำงานด้านไอทีนั้นมักจะใช้เวลาอยู่กับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ ตั้งแต่เช้าจรดเย็นตลอดการทำงาน การอยู่กับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน อาจส่งผลมาถึงสุขภาพด้านด่างๆของคนทำงาน ไอทีอย่างเราๆ ซึ่งผลเสียต่อร่างกายจากการจ้องคอมพิวเตอร์หรือนั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ในท่าที่ไม่ถูกต้องเป็นเวลานาน  จะส่งผลถึงร่างกายซึ่งผู้เขียนมีเคล็ดลับและตัวช่วยดีๆที่จะมาช่วย บรรเทาอาการเหนื่อย เมื่อยล้าจากการทำงานได้ค่ะ 1. อาการปวดและแสบตาจากการจ้องคอมเป็นเวลานาน ตัวช่วยที่หนึ่ง  น้ำตาเทียม การจ้องคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ปัญหาที่จะตามมาเป็นอันดับแรกคือสายตา การดูแลรักษาดวงตาของเราเถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับคนที่ใช้งานดวงตาอย่างหนักหน่วงแบบเราๆ ตามที่ผู้เขียนได้รับเคล็ดลับ และคำแนะนำดีๆ จากหลายๆคนนั้น เคล็ดลับและวิธีที่ได้ลองนำไปปฏิบัตินั้นได้ผลดีทีเดียวค่ะ เคล็ดลับแรกคือการพักสายตา ซึ่งการพักสายตานั้นแนะนำว่าถ้าเกิดอาการปวดดวงตาแนะนำให้พักสายตาโดยหลับตาเป็นเวลา 5-10 นาทีจะช่วยบรรเทาอาการได้ และที่สำคัญตัวช่วยที่ผู้เขียนจะแนะนำคือ “น้ำตาเทียม” เมื่อเกิดอาการแสบตา ตาแห้ง ดวงตาเมื่อยล้า ลองใช้ตัวช่วย เจ้าน้ำตาเทียมดูค่ะ เมื่อหยอดไปแล้วจะช่วยให้เมื่อลืมตามาจะมองคอมพิวเตอร์ได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น สว่าง สดใสขึ้นมาทันทีเลยค่ะ ทั้งนี้เจ้าน้ำตาเทียมตัวช่วยของเราจะช่วยล่อลื่นให้ดวงตา ทำให้ดวงตาเราไม่แห้งค่ะ 2. อาการปวดหลังจากการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ตัวช่วยที่สอง กระเป๋าน้ำร้อน  ปัญหาที่ต้องเกิดแน่ๆสำหรับคนที่นั่งหน้าคอมพิวเตอร์นาน คือมีอาหารปวดหลังเรื้อหลังค่ะ สำหรับปัญหานี้ผู้เขียนได้รับคำแนะนำที่เพื่อนร่วมงานค่ะ สาเหตุหลักๆเลยจากการทำงานน่าจะมาจากการที่เรานั่งทำงานผิดวิธี และนั่งทำงานนานเกินไปไม่มีการผ่อนคลาย ลุกออกจากโต๊ะทำงานยืดเส้นยืดสายเลย …

เมื่อคน ทำงาน ไอที มีเจ้านายวินเทจ

เมื่อคน ทำงานไอที มีเจ้านายวินเทจ          วินเทจ… เมื่อได้ยินคำพูดนี้คนส่วนใหญ่ก็มักจะนึกถึงอะไรที่ดูอะไรที่เป็นของโบราณ ย้อนยุค ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่นย้อนยุค รถยนต์วินเทจในลักษณะของรถโบราณ กีตาร์วินเทจ ซึ่งถือได้ว่า ณ เวลานี้กระแสวินเทจกำลังมาแรงจนทำให้ผู้เขียนเกิดความคิดที่จะนำมาใช้เปรียบเทียบกับคนประเภทที่ยึดติดอยู่กับยุคสมัยไม่ยอมมีการปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับสภาพแวดล้อมปัจจุบัน ซึ่งจะไม่มีผลกับพวกเราชาวคน ทำงาน ไอที เลย ถ้าคนวินเทจคนนั้นไม่ใช่เจ้านาย… แล้วเมื่อจำเป็นต้องเผชิญกับเจ้านายวินเทจหล่ะ เราจะมีวิธีการรับมือกันอย่างไรเพื่อให้การทำงานเป็นไปโดยราบรื่น ปราศจากความเครียด ซึ่งคงต้องมาลองทำตามวิธีดังต่อไปนี้ดูครับ 1. เปลี่ยนทัศนคติของตัวเราที่มีต่อเจ้านาย วิธีนี้ถือว่าเป็นวิธีที่เริ่มได้เลยทันที เพราะเราไม่ต้องเสียเวลาคิดวิธีที่ไปเปลี่ยนอะไรคนอื่น การเริ่มจากการเปลี่ยนตัวเองน่าจะง่ายที่สุด โดยพยายามทำความเข้าใจในยุคสมัยของเจ้านาย แล้วทำใจยอมรับ เพราะในเมื่อเราเปลี่ยนอะไรไม่ได้ก็ต้องปรับตัวให้อยู่กับสิ่งนั้นให้มีความสุขมากที่สุด 2. พยายามพูดคุยหรือขอคำปรึกษาในเชิงให้ความสำคัญกับเจ้านาย พร้อมสอดแทรกแนวคิดหรือเทคโนโลยีใหม่ๆบ่อยๆเพื่อให้เกิดเป็นความเคยชินและยอมรับแนวคิดนั้นๆ โดยที่เจ้านายไม่รู้ตัว ซึ่งวิธีนี้น่าจะดีกว่าที่จะไปบอกให้เค้ารับรู้และยอมรับสิ่งนั้นตรงๆ เนื่องจากต้องเข้าใจด้วยว่าคุณอายุรุ่นนี้ย่อมมีความถือเอาตัวเองเป็นสำคัญ หรือที่เรียกว่า “อีโก้สูง” นั่นเอง 3. ต้องทำงานเป็นทีม ซึ่งตรงนี้หมายถึงอาจต้องมีการร่วมมือกันระหว่างกลุ่มลูกน้องหลายๆคนโดยการ ให้โอกาสเจ้านายเข้ามาร่วมอยู่ในสังคมของลูกน้องที่นอกเหนือจากที่ทำงาน ยกตัวอย่างเช่น ในกลุ่ม Social Network ต่าง ไม่ว่าจะเป็น Line กลุ่ม Facebook ซึ่งประโยชน์ของ Social Network …