web analytics

Tag «ทำงาน»

บทสัมภาษณ์จากคนทำงาน ไอที Outsource

สัมภาษณ์จากคนทำงานไอที Outsource

บทสัมภาษณ์จากคนทำงาน ไอที Outsource ในปัจจุบันคนทำงาน ไอทีมีรูปแบบการทำงานหลากหลาย โดยเฉพาะสามารถเลือกที่จะเป็นพนักงานประจำของบริษัทหรือเป็นพนักงาน Outsource หลายๆ คนที่ได้ยินคงไม่แปลกใจกับคำว่า พนักงาน Outsource เพราะมีบริษัทจำนวนไม่น้อยที่ว่าจ้างบริษัท Outsource หรือมีพนักงานไอที Outsource ทำงานร่วมกับพนักงานประจำ สำหรับวันนี้เรามีบทสัมภาษณ์จากโปรแกรมเมอร์หนุ่มที่ทำงาน ไอที Outsource มาถ่ายทอดประสบการณ์และแรงบัลดาลใจในการเป็นพนักงานทำงานไอที Outsource ผู้สัมภาษณ์         : คุณมีแรงบันดาลอะไรที่ทำให้อยากทำงาน ไอที Outsource ผู้ถูกสัมภาษณ์     : ก่อนที่ผมจะทำงานเป็น Outsource ผมเคยเป็นพนักงานประจำที่บริษัทมหาชนแห่งหนึ่งในตำแหน่งโปรแกรมเมอร์ ผมทำงานอยู่ประมาณ 2 ปี ทำให้ผมรู้จักปรับตัวและเรียนรู้วิธีต่างๆ ที่จะเขียนโปรแกรม เพื่อสนับสนุนตามความต้องการของผู้ใช้งานให้มากที่สุด ซึ่งถ้าถามว่าแรงบันดาลใจที่เป็นเหตุ ทำให้ผมอยากทำงาน Outsource ผมขอเล่าเป็นข้อๆ เริ่มจาก งานที่ทำอยู่ไม่ท้าทายหรืออาจจะเป็นงานที่ไม่มีความแปลกใหม่ ทำให้ไม่อยากทำงาน ผมไม่แน่ใจว่าโปรแกรมเมอร์ทุกคนจะเป็นเหมือนผมไหม แต่มันเป็นแรงบันดาลใจเริ่มแรกในการหางานใหม่ ต้องการพัฒนาการเขียนภาษา Java ให้มากขึ้น เพราะในปัจจุบันโปรแกรมเมอร์ที่สามารถเขียนภาษา Java ได้ก็เป็นที่ต้องการของตลาดและเพิ่มโอกาสในการหางานให้กับตัวเอง ผมต้องการสร้างเนื้อสร้างตัว ทำงาน …

ทำงาน ไอทีให้มีประสิทธิผลด้วยเทคนิค Pomodoro

ทำงานไอทีให้มีประสิทธิผลด้วยเทคนิค Pomodoro

ทำงาน ไอทีให้มีประสิทธิผลด้วยเทคนิค Pomodoro เมื่อไม่นานมานี้ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าอบรมคอร์สสั้นๆ เป็นเวลาเพียง 2 ชั่วโมง ที่ทางองค์กรได้มีการเชิญวิทยากรภายนอกมาบรรยายให้ความรู้เทคนิคการทำงานที่ผู้เขียนไม่เคยรู้จักหรือได้ยินมาก่อน นั่นก็คือ เทคนิค Pomodoro ก่อนที่จะอธิบายเกี่ยวกับขั้นตอนหรือวิธีการทำเทคนิค Pomodoro ให้เกิดผลนั้น จะขอพูดถึงที่มาก่อนว่า “เหตุใดจึงต้องมีการนำเทคนิคนี้เข้ามาช่วยสำหรับการทำงาน ไอที?” สำหรับคนทำงาน ไอทีแล้วนั้น ส่วนใหญ่ก็จะนั่งจดจ่ออยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ มีเวลาว่างเมื่อไหร่ก็มักจะหยิบ Smart Phone ขึ้นมาเล่น   การนั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์นั้นมีโอกาสสูงมากที่จะเสียสมาธิวอกแวกเข้าเว็บไซต์ เล่นเกมส์ อ่านข่าว และใช้ Social Network เป็นต้น บางองค์กรถึงกับต้องมีการ Block ไม่ให้พนักงานใช้อินเทอร์เน็ตของบริษัทท่องเว็บไซต์ออกข้างนอกองค์กรเลยทีเดียว ทั้งนี้อาจเพื่อป้องกันไวรัสและการถูกบุคคลภายนอกพยายามเข้ามาขโมยข้อมูลสำคัญของบริษัท แต่มาตรการนี้ก็สามารถทำให้พนักงานทุกคนมีสมาธิจดจ่ออยู่กับงานของตัวเองมากขึ้น คุณเคยสังเกตตัวเองบ้างหรือไม่คะ?? ว่าเคยนั่งจดจ่ออยู่กับงานตรงหน้าได้นานที่สุดเท่าไหร่ โดยไม่เสียสมาธิไปกับสิ่งรบกวนรอบข้างหรือการเปิดหน้าเว็บไซต์อื่นๆ นอกจากงานของตัวเองเลย และเคยสังเกตหรือไม่? ว่า,,,เราใช้เวลาไปกับสิ่งรบกวนเหล่านั้นต่อวันไปทั้งหมดเท่าไหร่?? หากนำเวลาที่เสียไปเหล่านั้นมาใช้กับงานที่กำลังรับผิดชอบอยู่จะทำให้งานเสร็จเร็วขึ้นหรือไม่? แต่อย่างไรก็ตามมนุษย์เราก็ไม่ควรจดจ่ออยู่กับงานหรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานเกินไป เพราะอาจจะส่งให้เกิดข้อผิดพลาดในงานที่ทำและเกิดความเครียดทำให้เสียทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตได้ เนื่องจากสมองเริ่มเหนื่อยล้ามากแล้ว ดังนั้นจึงควรหาวิธีการทำงานให้เกิดทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผลในงานที่ทำและไม่ส่งผลเสียต่อคนทำงาน ไอทีอย่างเราๆ ซึ่งเทคนิคที่ควรนำมาใช้นั่นก็คือ “เทคนิค Pomodoro” ค่ะ เทคนิค Pomodoro คือ …

ทางเลือกดีๆ..สำหรับคนทำงาน ไอที..ที่คิดอยากอัพเกรดตัวเอง..

ทางเลือกดีๆ..สำหรับคนทำงานไอทีที่คิดอยากอัพเกรดตัวเอง

ทางเลือกดีๆ..สำหรับคนทำงาน ไอที..ที่คิดอยากอัพเกรดตัวเอง.. ในชีวิตการทำงานนั้น ไม่ว่าใครก็หวังที่จะมีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งหลายคนอาจจะคิดว่า “ไม่เป็นไร ทำงานไปเรื่อยๆ ประสบการณ์เยอะขึ้น อายุเยอะขึ้น เดี๋ยวตำแหน่งก็มาเอง..”แนวความคิดนี้อาจจะมีความเป็นไปได้อยู่บ้างสำหรับอาชีพบางสายอาชีพ แต่สำหรับคนทำงาน ไอทีแล้วมันไม่เป็นเช่นนั้นอย่างแน่นอน จากประสบการณ์ตรงของผมที่ได้ผ่านช่วงเวลาที่ต้องขบคิดถึงเรื่องการพัฒนาความรู้หรือการศึกษาต่อปริญญาโทเพื่อเป็นการอัพเกรดตัวเองเมื่อตอนปีที่ผ่านมานี่เอง ซึ่งถ้าถามว่าก่อนหน้านั้นคิดถึงเรื่องศึกษาต่อบ้างหรือเปล่าก็ต้องตอบว่า มีคิดอยู่บ้างแต่ภาพก็ไม่ได้ชัดเจนอะไรนัก แต่เมื่ออายุได้ก้าวมาอยู่ในช่วง 30 กลางๆ บวกกับหน้าที่การงานที่มากขึ้น โดยได้รับตำแหน่งให้เป็นผู้จัดการฝ่ายไอทีซึ่งจริงๆแล้วก็ไม่ได้มีความชำนาญด้านไอทีตรงๆซักเท่าไหร่ เพียงแต่จะมีการใช้เทคโนโลยีด้านไอทีมาช่วยส่งเสริมงานด้านที่ปรึกษาของบริษัทเท่านั้นเองดังนั้นเมื่อต้องมีความรับผิดชอบในส่วนนี้เพิ่มเติม จึงมีความจำเป็นที่จะต้องศึกษาหาความรู้หรือประสบการณ์ใหม่ๆเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของตนให้ดีขึ้น… ถึงจุดนี้เองที่เป็นจุดที่ต้องเปลี่ยน จุดที่ต้องคิด จุดที่ต้องหาแนวทางในการพัฒนาตัวเอง จุดที่ต้องศึกษาต่อ…แล้วคำถามต่างๆก็ตามมามากมาย ณ จุดนี้. ในแว๊บแรกของความคิดผมนั้นมีความคิดที่จะเรียนต่อปริญญาโทบริหารธุรกิจที่ไหนซักแห่ง ในขณะที่อีกใจหนึ่งก็อยากจะเรียนต่อทางด้านไอที ถามว่าทำไมผมถึงแบ่งความคิดออกเป็น 2 ขั้วขนาดนี้ เหตุผลก็คือด้วยตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ ถ้าเป็นคุณ คุณจะเลือกเรียนอะไร…สำหรับผม ใจหนึ่งอยากมีความรู้ด้านการบริหารโครงการต่างๆ อีกใจหนึ่งก็อยากต่อยอดความรู้ด้านไอที ความคิดสับสนเกิดขึ้นอยู่หลายวัน รักพี่เสียดายน้อง สุดท้ายก็ต้องไปปรึกษาผู้รอบรู้ จะใครเสียอีกถ้าไม่ใช่พี่ Google ผมจำได้ว่าผมได้ค้นหาคำว่า “ปริญญาโท บริหาร เทคโนโลยีสารสนเทศ ภาคพิเศษ” เหตุที่ต้องมีคำว่าภาคพิเศษด้วยนั้นก็เพื่อต้องการหาสถานที่เรียนที่สามารถเรียนวันเสาร์-อาทิตย์ได้เนื่องจากยังต้องทำงานประจำอยู่ เมื่อผมกด Enter ผลการค้นหาก็คือ หลักสูตรปริญญาโทบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ (ITM) คณะสถิติประยุกต์ …

เลือกทำงานไอทีอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ

เลือกทำงานไอทีอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ การเรียนสายไอที ถ้าเริ่มมองจากมุมมองภายนอกแล้ว จะทำให้นึกถึงบุคคลที่รอบรู้ไปทั้งหมดในด้านไอที ไม่ว่าจะเป็นด้านฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์  แต่บ่อยครั้งที่คนเรียนสายไอที ก็ไม่ได้มีสามารถครบทุกด้าน เพราะความถนัดของแต่ละคนมีไม่เท่ากัน ซึ่งงานทางด้านไอทีมีความหลายหลายในตัวเองมาก ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสายงาน ตำแหน่งหน้าที่ของงาน รวมไปถึงหน่วยงานที่ทำอีกด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความถนัด มุมมอง ความสามารถของแต่ละบุคคล และความรักในงานที่ทำอีกด้วย ว่าชอบและพร้อมที่จะใส่ใจในตัวงานของเรามากน้อยเพียงใด   ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่ความสำเร็จในสายงานของเราได้ การเลือกทำงานไอทีสายงานใด? การเลือกทำงานไอทีสายงานใด? อาจจะเริ่มจากตอนเรียน ซึ่งการเรียนในสิ่งนั้นๆ จะเป็นตัวบอกความสามารถ ความถนัดและความเป็นตัวตนของเราเองว่าจะเหมาะสมกันสายงานแบบไหน งานลักษณะใด เหมาะกับตำแหน่งงานแบบใด การเรียนทางด้านไอทีนั้น จากประสบการณ์ของผู้เขียนในช่วงเวลาเรียนจะเป็นช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ ค้นหาตัวเอง มองตัวเองว่าชอบเรียนวิชาไหนบ้าง ทำคะแนนวิชาไหนออกมาได้ดี และมีความสามารถในวิชาไหน เมื่อจบออกมาจะต้องเจอกับสภาวะการทำงานที่จะต้องดึงเอาประสบการณ์ตั้งแต่ตอนเรียนมาปรับใช้ และยังจะต้องเจอกับสภาวะกดดันมากมาย ดังนั้นการวางแผนการทำงานโดยเริ่มตั้งแต่ตอนเรียนถือเป็นการวางแผนที่ดีเพื่อต้อนรับความสำเร็จในอนาคตของเรา และเพื่อให้เกิดความผิดพลาดในการทำงานน้อยที่สุด เมื่อรวบรวมเอาความสามารถ ความมุ่งมั่น ความตั้งใจ และประสบการณ์ บวกกับการเตรียมความพร้อมในการทำงานตั้งแต่ขณะเรียนอยู่แล้ว อันดับแรกของการเริ่มต้นชีวิตการทำงานไอที คือ การเลือกสายงานที่เราสนใจ เริ่มจากมองตัวเอง มองถึงความสามารถ และงานที่เรารัก ลักษณะงานที่เราชอบ นำมาเรียงลำดับให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจมองหางาน และที่สำคัญสิ่งที่จะช่วยในการตัดสินใจคือ การหาข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะงานนั้นๆ ว่ามีความเหมาะสมกับบุคลิก หรือความชอบของเรามากน้อยแค่ไหน ตรงตามที่เราเคยคิดไว้หรือไม่ ว่างานตำแหน่งนี้น่าจะมีลักษณะงานเป็นแบบนี้ …

ทักษะการสื่อสารกับคนทำงาน ไอที…(Programmer)

ทักษะการสื่อสารกับคนทำงาน ไอที (Programmer)             เมื่อพูดถึงงานไอทีแล้ว หลายๆ คนอาจมองว่าเป็นสายงานที่ดีมีอนาคตแน่นอน แต่อย่างไรก็ตามทุกสายงานย่อมมีดีเป็นของตัวเองอยู่แล้ว ซึ่งตัวแปรที่สำคัญของคำนิยามคำว่าสายงานที่ดีมีอนาคต   นั่นก็คือ ความสามารถของแต่ละบุคคลนั่นเอง โดยส่วนมากแล้วคนทำงานไอทีจะมีทักษะทางด้านการสื่อสารหรือปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างที่น้อยกว่าคนในสายงานอื่นๆ เพราะส่วนมากแล้วมักจะใช้เวลาทั้งหมดของการทำงานนั่งอยู่หน้าจอคอมฯ ซึ่งที่ทำงานของผู้เขียนเองก็เป็นเช่นนั้น พนักงานเกือบทุกคนเลือกที่จะพูดคุยกันผ่านโปรแกรมที่มีการทำงานคล้ายกับโปรแกรมแชททั่วไป แม้จะนั่งอยู่ห่างกันเพียงเอื้อมมือหรือนั่งอยู่โต๊ะติดกันก็ตาม   การพูดคุยกันไม่ว่าจะทั้งทางโทรศัพท์หรือการมีปฏิสัมพันธ์พูดคุยกันต่อหน้า (Face to Face) จะเป็นทางเลือกสุดท้ายที่เหล่าคนทำงานไอทีจะทำ ดังนั้นจึงทำให้เหล่าโปรแกรมเมอร์ทั้งหลายมีทักษะการสื่อสารที่ไม่ค่อยดีนัก   ซึ่งไม่แปลกที่มักจะมีคนพูดว่า “ถ้าจะคุยกับโปรแกรมเมอร์ให้พูดภาษาคอมฯ เพราะโปรแกรมเมอร์พูดภาษาคนไม่รู้เรื่อง”             ทักษะการสื่อสารเป็นทักษะที่สำคัญมากสำหรับคนทำงานไม่ว่าจะเป็นทั้งการทำงาน ไอทีหรืองานสายอื่นๆ เนื่องจากทุกคนย่อมมีเพื่อนร่วมงาน และไม่สามารถทำงานตามลำพังได้แน่นอน ซึ่งจะขอยกตัวอย่างจากประสบการณ์จริงของผู้เขียน เนื่องจากผู้เขียนทำงานอยู่ในสายไอทีและอยู่ในส่วนงานที่จะต้องพูดคุย เจรจาติดต่อกับโปรแกรมเมอร์อยู่เสมอ และเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นบ่อยๆ ก็คือ การสื่อสารกันผ่านทางโทรศัพท์ที่ผู้พูด (Programmer ) เกือบทุกคนมักจะพูดด้วยศัพท์เทคนิคมากมาย และพูดสั้นกระชับ แล้วรีบวางสายไป… แต่ในทางกลับกันหากคุยกันผ่านช่องทางโปรแกรมแชท โปรแกรมเมอร์เหล่านี้มักจะอธิบายเป็นตัวหนังสือได้ดี ทำให้รู้สึกราวกับว่าเป็นคนละคนกัน ปัญหานี้ทำให้ Programmer เหล่านี้ในบริษัทของผู้เขียนไม่สามารถที่จะปรับตำแหน่งเลื่อนขั้นไปเป็น System Analyst หรือตำแหน่งที่สูงขึ้นได้ เนื่องจาก Team Leader มองว่ายังขาดทักษะทางด้านการสื่อสารอยู่มาก เนื่องจากเมื่ออยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้นแล้ว …

สายงาน ERP ของคนทำงาน ไอทีกับความสำคัญของที่ปรึกษา

สายงาน ERP ของคนทำงาน ไอทีกับความสำคัญของที่ปรึกษา             ERP (Enterprise Resource Planning) นั้นคือ แนวคิดในการวางแผนการจัดการวัตถุดิบเพื่อใช้ในการผลิตเพื่อให้การผลิตเป็นไปได้อย่างราบรื่น โดยต้องบริหารวัตถุดิบให้เพียงพอต่อการผลิต และมีสต๊อกวัตถุดิบให้น้อยที่สุด โดย ERP จะเป็นระบบที่จะช่วยจัดการตั้งแต่การเก็บข้อมูลของคู่ค้า ระยะเวลาส่งของ การวางแผนการผลิต จัดวัตถุดิบให้ถูกต้อง เพื่อเบิกไปผลิตเป็นสินค้า โดยสินค้าเหล่านั้นจะถูกออกแบบส่วนประกอบทั้งหมดโดยวิศวกร ออกมาในรูปแบบของ BOM(Bill of Materials) และจะนำไปเปิด Job เพื่อผลิตต่อไปโดยผู้ที่ทำงาน ไอทีของโรงงานนั้น ๆ จะมีหน้าที่ดูแลระบบให้สามารถทำงานได้อย่างปกติ และใช้ข้อมูลที่มีจากระบบทั้งหมดมาพัฒนาต่อเป็นรายงานที่ดูง่าย เพื่อให้ทางฝ่ายที่เกี่ยวข้องนำไปวิเคราะห์เพื่อพัฒนาการผลิต และพัฒนาระบบให้มีความสามารถเพิ่มมากขึ้นจากมาตรฐานของโปรแกรมเดิมให้เข้ากับธุรกิจของบริษัท ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว แต่ละสายอุตสาหกรรมจะแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นผู้ที่ทำงาน ไอทีด้าน ERP จะต้องเข้าใจหลักการของธุรกิจ และประยุกต์ให้เข้ากับอุตสาหกรรมให้ได้ แต่ก็เป็นการยาก เนื่องจาก ERP นั้นมีหลากหลายหน่วยงาน แต่ละหน่วยงานก็มีรายละเอียดค่อนข้างมาก เช่น การวางแผนการผลิต การจัดการการผลิต การวางแผนการจัดซื้อ การบริหารงานขาย การจัดการกำลังคน การบริหารสโตร์ (Store) การออกแบบทางวิศวกรรม …

อุปสรรคของคนทำงานไอที

อุปสรรคของคนทำงานไอที สำหรับคนทำงานไอทีมือใหม่หรือคนทำงานไอทีที่มีประสบการณ์แล้ว แต่กำลังประสบกับปัญหาหรืออุปสรรค เรามีวิธีง่ายๆ สำหรับเตรียมความพร้อม เพื่อรับมือกันอุปสรรคหรือปัญหาต่างๆ 1. เข้ากับผู้อื่นได้ยาก สาเหตุของคนทำงานไอทีเข้ากับผู้อื่นได้ยาก เพราะชอบพูดกับคอมพิวเตอร์มากกว่ากับพูดคุยกับผู้ใช้งาน ซึ่งไม่ต้องสงสัยว่าทำไมหากคุณทำงานมากมาย แต่เจ้านายไม่ให้ความสำคัญของงานหรือคิดว่าคุณไม่ได้ทำงาน วิธีการรับมือเพื่อแก้ปัญหา โดยการแสดงความคิดเห็นที่เกี่ยวกับงานของคุณและพยายามนำเสนองานของคุณให้เจ้านายรับทราบ และหากมีข้อผิดพลาดในงานที่คุณทำ แต่ไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของคุที่ต้องแก้ไข คุณควรแจ้งให้เจ้านายรับทราบเมื่อเกิดเหตุการณ์อย่างทันทีทันใด เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดของเจ้านายและเจ้านายก็จะไม่สามารถเข้าใจได้เอง เพราะเจ้านายจะว่าคุณเป็นสาเหตุที่ทำให้ข้อผิดพลาดเหล่านั้นเกิดขึ้น 2. ขี้อาย พูดน้อย ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง พฤติกรรมของคนทำงานไอทีบางคน ขี้อาย พูดน้อย ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง และที่สำคัญคิดว่าสามารถอยู่คนเดียวได้ ทำงานคนเดียวได้ พฤติกรรมเหล่านี้อาจส่งผลทำให้คุณกลายคนที่ไม่น่าร่วมงานด้วย ถูกเพื่อนร่วมงานทิ้ง และไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นได้ วิธีรับมือง่ายๆ โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเอง ซึ่งเริ่มจากการแนะนำตัวคุณให้เพื่อนร่วมงานรู้จัก พยายามเข้ากับคนบ้าง อัธยาศัยดี และคุณลองเปลี่ยนพฤติกรรมแล้ว คุณก็จะกลายเป็นที่รู้จักของทุกคนและผู้อื่นก็พร้อมจะช่วยเหลือคุณอย่างเต็มใจ 3. ไม่ใส่ใจงานที่ทำ บางวัน บางอารมณ์ หรือวันที่ไม่มีอารมณ์ทำงาน ซึ่งอารมณ์เหล่านี้ของคนทำงานไอที อาจทำให้ทำงานโดยไม่มีความรอบคอบ หรือคิดว่าทำงานให้ผ่านไปวันๆ และขาดความรับผิดชอบ ดังนั้น คุณควรเตือนสติตัวเองเสมอว่า ผลงานที่ออกจากมือคุณต้องเป็นผลงานที่ดี ไม่มีที่ติ ควรมีสมาธิกับงานที่กำลังทำ และที่สำคัญคุณต้องพิสูจน์ให้เจ้านายของคุณเห็นว่าคุณมีความสามารถและสามารถทำงานที่ได้มอบหมายได้อย่างเต็มที่ 4. …

ITM NIDA เปิดหูเปิดตาคนทำงานไอที

ITM NIDA เปิดหูเปิดตาคนทำงานไอที                 ITM (Information Technology Management) หรือ บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นสาขาวิชาหนึ่งที่อยู่ในคณะสถิติประยุกต์ของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (National Institute of Development Administration) ซึ่งเป็นสาขาวิชาที่ครึ่งหนึ่งจะเรียนเนื้อหาเกี่ยวกับทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและอีกครึ่งหนึ่งเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับทางด้านสายบริหาร ตัวอย่างเช่น ในภาคการศึกษาแรกนักศึกษาจะได้เรียนวิชาการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์และการแก้ปัญหา เป็นวิชาที่ช่วยปูพื้นฐานสำหรับผู้ที่มีความสนใจที่ต้องการเข้ามาศึกษาในหลักสูตรนี้ แต่ยังไม่เคยมีความรู้ในเรื่องของ Programming มาก่อน เพื่อเป็นการปรับกระบวนการคิด และเป็นการทบทวนความรู้ให้กับผู้ที่เคยมีพื้นฐานหรือผู้ที่ทำงานไอทีมาแล้ว เนื่องจากกรณีที่เป็นนักศึกษาภาคพิเศษนั้นจะต้องมีประสบการณ์ทำงานอย่างน้อย 1 ปี ก็อาจจะทำให้บางท่านที่ไม่ได้ทำงานในส่วนของการ Programming หลงลืมไปบ้าง   นอกจากนี้ยังได้เรียนวิชาธุรกิจและการจัดการ ซึ่งเป็นวิชาที่นับว่าเป็นการเปิดหูเปิดตาให้กับเหล่าคนทำงานไอทีทั้งหลายเลยทีเดียว เนื่องจากกลุ่มคนเหล่านี้มักจะนั่งทำงานอยู่แต่หน้าคอมพิวเตอร์ ทำให้ได้รับสารอื่นๆ นอกเหนือจากเรื่องของเทคโนโลยีแล้วน้อยมาก                 เมื่อผู้เขียนได้เข้ามาศึกษาในสาขาวิชาบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์แล้วนั้น มีความรู้สึกว่าได้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อนและได้ทบทวนพัฒนาต่อยอดความรู้เดิมที่เคยมีอยู่ให้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง ผู้เขียนจบการศึกษาปริญญาตรีในสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ซึ่งไม่เคยมีพื้นฐานความรู้ที่เป็นหลักการหรือทฤษฎีในส่วนของสายบริหารและการตลาดมาก่อน   นอกจากนี้ยังทำงานไอทีมาตลอดอีกด้วย แต่ตัวผู้เขียนเองก็มีความสนใจในเรื่องของการจัดการบริหารและการทำธุรกิจต่างๆ ดังนั้นจึงมีความสนใจที่จะศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม เพื่อนำความรู้ที่ได้รับไปใช้พัฒนาความสามารถและศักยภาพของตนเองที่จะเติบโตในสายงานที่ทำอยู่และสร้างธุรกิจของตัวเองควบคู่กันไป                 ทางสถาบันมีคณาจารย์ทั้งที่เป็นอาจารย์ประจำและอาจารย์พิเศษจากมหาวิทยาลัยชั้นนำที่มีความถนัดในแต่ละสาขาวิชามาสอนให้กับนักศึกษา ทั้งความรู้ทางด้านวิชาการ หลักการ ทฤษฎีต่างๆ รวมทั้งได้ถ่ายทอดประสบการณ์จริงที่ได้จากการทำงานและการศึกษาวิจัย ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้เขียนประทับใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นความรู้ใหม่ๆ และทำให้ผู้เขียนนำความรู้ที่ได้มาประยุกต์กับการทำงานในชีวิตประจำวันได้จริง การศึกษาในแต่ละวิชานั้นจะเน้นให้นักศึกษามีส่วนร่วมและได้ลงมือปฏิบัติจริง …

การปรับตัวเพื่อการอยู่รอดของคน…ทำงาน ไอที

การปรับตัวเพื่อการอยู่รอดของคน…ทำงาน ไอที ในสภาวการณ์ปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีด้านไอทีนั้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนดูเหมือนว่าในแต่ละวันจะมีเทคโนโลยีใหม่ๆเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีต่างๆ เหล่านี้ได้ส่งผลกระทบโดยตรงกับวิถีชีวิตของผู้คนโดยทั่วไป ที่สังเกตุได้ใกล้ตัวที่สุดก็น่าจะเป็นเทคโนโลยีด้านโทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ทโฟน ที่ทุกวันนี้ดูเหมือนจะเป็นอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้สำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ในการติดต่อธุรกิจในช่องทางต่างๆ การรับส่งอีเมล์ หรือท่องโลก Social Network ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้การทำลายข้อจำกัดในเรื่องการติดต่อสื่อสารระหว่างคนจากที่ต่างๆ ในทุกมุมโลก ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วดูเหมือนว่าการพัฒนาในเทคโนโลยีด้านไอทีนั้นจะส่งผลกระทบด้านบวกกับทุกๆคนที่ใช้เทคโนโลยี แต่ในความเป็นจริงแล้วเทคโนโลยีต่างๆเหล่านี้อาจจะส่งผลกระทบทางด้านลบกับคนที่ ทำงาน ไอที แต่ไล่ตาม ไอที ไม่ทัน…ก็เป็นได้ การแข่งขันทางธุรกิจของคนวงการไอทีในอดีตนั้นจะพบว่าจะแข่งขันกันในด้านการพัฒนาอุปกรณ์ ฮาร์ดแวร์ ซอร์ฟแวร์ต่างๆ ที่ต้องมีความก้าวหน้ามากกว่าคู่แข่ง เพื่อใช้สร้างจุดแข็งให้กับผลิตภัณฑ์หรือการบริการของตน ซึ่งตรงนี้จะพบว่าการแข่งขันจะเกิดขึ้นอย่างเข้มข้นในเฉพาะกลุ่มบริษัทที่มีต้นทุนทางธุรกิจที่ดี สามารถนำเงินจำนวนมากๆ มาใช้ในการลงทุนในธุรกิจด้านไอทีให้มีความก้าวหน้าไปไกลเหนือคู่แข่งรายอื่นๆ ที่มีต้นทุนน้อยกว่า หรือจะกล่าวได้ว่าคนที่ทำงาน ไอที ที่อยู่ในองค์กรเล็กๆ นั้นมีโอกาสที่น้อยมากในการแสดงความสามารถของตนได้อย่างเต็มที่ ในยุคนี้ที่ระบบเครือข่ายมีพัฒนาเพิ่มขึ้นอย่างมาก การเชื่อมโยงหรือถ่ายโอนข้อมูลระหว่างกันผ่านเครือข่ายเน็ตเวิร์กก็ทำได้อย่างรวดเร็วกว่าในอดีตมาก เกิดธุรกิจการให้บริการต่างๆ ผ่านระบบเครือข่ายเกิดขึ้นหลากหลายรูปแบบ ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจการให้บริการรูปแบบ Cloud Computing ที่มีรูปแบบการให้บริการหลากหลาย ทั้งเป็นแบบให้บริการพื้นที่จัดเก็บข้อมูล ให้บริการซอร์ฟแวร์ หรือแม้แต่ให้บริการระบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่จะทำให้ผู้ใช้บริการไม่จำเป็นต้องเสี่ยงลงทุนกับอุปกรณ์ ฮาร์ดแวร์ ซอร์ฟแวร์เหล่านั้นเลยเมื่อใช้บริการผ่านระบบ Cloud Computing ทำให้ธุรกิจเกิดความยืดหยุ่นมากขึ้น จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าหลักการอยู่รอดของคนทำงาน …

แชร์ประสบการณ์ทำงาน ไอที (Software Tester)

 แชร์ประสบการณ์ทำงาน ไอที (Software Tester)                   เรียนจบมาแล้วทำงานอะไรดี??    คำถามนี้เชื่อว่า… เป็นคำถามที่วนเวียนอยู่ในห้วงความคิดของหลายๆ  คน  ณ  ช่วงเวลาที่ใกล้จะจบการศึกษาออกจากรั้วมหาวิทยาลัย  เพราะในความเป็นจริงแล้วสายงานไอทีก็มีอยู่มากมาย  และมีนักศึกษาจำนวนไม่น้อยที่เข้ามาเรียนอยู่ในสายไอที  แต่ไม่ชอบในสิ่งที่ตัวเองเรียน  ยิ่งทำให้เป็นเรื่องยากในการวางแผนอนาคตและสายอาชีพของตนเอง  และอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้วางแผนอนาคตไว้  เพราะมีความเชื่อว่า….  “จบสายไอทีแล้วมีงานทำแน่นอน”  ในบางครั้งตรรกะข้างต้นก็ไม่ได้เป็นจริงเสมอไปสำหรับบางคน  แต่ในทางกลับกันก็เป็นตรรกะที่เกิดขึ้นจริงสำหรับบางคน   ซึ่งจะขอถ่ายทอดจากประสบการณ์จริงของตัวผู้เขียนเอง           ขณะที่ใกล้จะจบการศึกษาปริญญาตรี   ตัวผู้เขียนเองก็ยังไม่แน่ใจนักว่าจะทำงานอะไรดี  เพราะโดยส่วนตัวแล้วเป็นคนเรียนอยู่ในระดับปานกลาง  แต่จะเน้นในเรื่องของพยายามศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องใหม่ๆ อยู่เสมอ  ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับคนที่จะทำงานในสายไอที เนื่องจากเทคโนโลยีมักจะเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างรวดเร็ว เมื่อจบการศึกษาระดับชั้นปริญญาตรี  ผู้เขียนตั้งใจแน่วแน่ว่าจะทำงาน ไอทีทางด้าน  Software Test  แล้วความตั้งใจนั้นก็เป็นจริง  โดยผู้เขียนทำงานอยู่ในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งฝ่ายงานที่มีหน้าที่ทดสอบระบบจะแยกออกมาจากทีมพัฒนาซอฟต์แวร์อย่างชัดเจน  เนื่องจากธุรกิจของบริษัทมีเครือข่ายอยู่ทั่วประเทศ  หากเกิดข้อผิดพลาดกับซอฟต์แวร์แล้ว  นั่นหมายถึงจะส่งผลกระทบต่อรายได้หลักของบริษัทและยังส่งผลถึงต้นทุนที่ต้องเสียมากขึ้นกับการแก้ไขซอฟต์แวร์นั้นๆ อีกด้วย อาชีพ  Software Tester  …