web analytics

Tag «IT»

เมื่อก้าวเข้าสู่ AEC คนทำงาน ไอทีต้องทำอย่างไร?

เมื่อก้าวเข้าสู่ AEC คนทำงาน ไอทีต้องทำอย่างไร

เมื่อก้าวเข้าสู่ AEC คนทำงาน ไอทีต้องทำอย่างไร? AEC (Asean Economics Community) คือ การรวมตัวกันของประเทศต่างๆ ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   ทั้งหมด 10 ประเทศ ได้แก่ ไทย พม่า ลาว เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา และบรูไน โดยชาติเหล่านี้สามารถทำการเดินทางเข้า – ออก และลงทุนข้ามชาติกันอย่างเสรีมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเคลื่อนย้ายของแรงงานในแต่ละประเทศตามรายได้ ผลตอบแทน ค่าครองชีพ สวัสดิการ และจุดเด่นของธุรกิจที่จะสร้างโอกาสให้กับแรงงานในแต่ละประเทศ สำหรับคนทำงาน ไอทีแล้วนั้น ดูเหมือนว่าจะเป็นอาชีพที่ได้รับความนิยมและเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานไม่ว่าจะประเทศใด ธุรกิจใดก็ตาม ล้วนแล้วแต่จำเป็นต้องมีการใช้เทคโนโลยีทางด้านไอทีเข้าไปมีส่วนช่วยสนับสนุนให้การดำเนินธุรกิจมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น   ทั้งทางด้านการจัดการกับข้อมูลจำนวนมากที่เกิดขึ้นระหว่างการทำธุรกรรมต่างๆ เพื่อให้อยู่ในรูปแบบที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ประกอบการตัดสินใจในด้านต่างๆ (วิเคราะห์ข้อมูลในอดีต) การติดต่อสื่อสารระหว่างประเทศผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตที่มีความรวดเร็วและพัฒนากว่าในอดีตเป็นอย่างมาก และการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบมัลติมิเดีย (Multimedia) เพื่อความเข้าใจ และมองเห็นภาพสิ่งที่ออกแบบหรือสิ่งที่ต้องการจะสื่อสารได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งประเทศใน AEC ที่มีผู้เชี่ยวชาญและมีการทำธุรกิจทางด้านไอทีมากที่สุดเรียงตามสามอันดับจากมากไปน้อย ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย สำหรับประเทศไทยนั้นนับว่าเป็นประเทศที่มีคนทำงาน …

ทำงาน ไอทีบนเตียงเสี่ยงถึงชีวิต

ทำงานไอทีบนเตียงเสี่ยงถึงชีวิต

ทำงาน ไอทีบนเตียงเสี่ยงถึงชีวิต ในยุคปัจจุบันคนเรามักจะใช้เวลาอยู่กับ Social Network ไม่ว่าจะผ่าน Smart Phone หรือ Tablet ก็ต้องพกติดตัวอยู่ตลอดเวลา การเอาตัวเองเฝ้าจดจ่ออยู่กับอุปกรณ์เหล่านี้อยู่ตลอด  ทำให้คนสมัยนี้สมาธิสั้นขึ้นเรื่อยๆ เมื่อไม่ปล่อยให้ร่างกายให้ได้หยุดพักหรือหลีกหนีจากสิ่งเหล่านี้บ้าง สุขภาพย่อมไม่สู้ดีเท่ากับคนที่มีเวลาออกกำลังกายอย่างเป็นประจำทุกวันหรือคนอื่นที่มีกิจกรรมหลายๆ อย่างทำ เพราะเป็นห่วงเรื่องสุขภาพร่างกาย คนที่มีลักษณะนิสัยไม่ยอมทิ้งโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ตหรือโน๊ตบุ๊คไม่ห่างตัวเลย ที่แม้แต่เวลานอนแล้วก็ยังดันทุรังแบกเอาอุปกรณ์เหล่านี้ขึ้นเตียงไปด้วย พฤติกรรมเหล่านี้มักเกิดขึ้นกับคนทำงาน ไอทีอย่างเราๆ เป็นส่วนมาก ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้แหละที่ทำให้เสี่ยงถึงชีวิต จากการวิจัยของชาวอเมริกันพบว่า ส่วนใหญ่ 95% ของคนอเมริกัน จะใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงก่อนนอนในการท่องเว็บ เช็คข้อความ อีเมล์ ฟังเพลงหรือแชทกับเพื่อนหรือการเปิดโน๊ตบุ๊ค มือถือหรือแท็บเล็ต หรือบางคนก็ดูรายการทีวีผ่านอุปกรณ์เหล่านี้บนเตียงนอนด้วย 90% ของคนอายุ 18-19 มักจะหลับไปพร้อมกับอุปกรณ์ดังกล่าวที่วางอยู่ข้างๆ ตัว อีก 25% ลืมปิดอุปกรณ์ก่อนนอนหลับไป อีกทั้งยังตื่นนอนเพราะเสียงเรียกเข้า เสียงอัพเดทอีเมล์ หรือเสียงเตือนข้อความต่างๆ ที่หนักไปกว่านั้นก็คือ 50% ของคนที่ตื่นขึ้นมากลางดึกจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็คทันทีว่ามีใครติดต่อเข้ามากลางดึกหรือไม่ อันตรายของพฤติกรรมที่กล่าวมาทั้งหมดคืออะไร?? แน่นอน…สุขภาพจะดีได้อย่างไรในเมื่อถึงเวลานอนแล้วไม่ยอมนอนมัวแต่เล่นหรือท่องเว็บและอีกสารพัดกิจกรรมออนไลน์ที่จะทำให้เป็นหมีแพนด้าและสายตาก็มีโอกาสบอดด้วย คนทำงาน ไอทีส่วนใหญ่มักจะต้องคอย Support ลูกค้าอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเวลากลางดึก …

บทสัมภาษณ์จากคนทำงาน ไอที Outsource

สัมภาษณ์จากคนทำงานไอที Outsource

บทสัมภาษณ์จากคนทำงาน ไอที Outsource ในปัจจุบันคนทำงาน ไอทีมีรูปแบบการทำงานหลากหลาย โดยเฉพาะสามารถเลือกที่จะเป็นพนักงานประจำของบริษัทหรือเป็นพนักงาน Outsource หลายๆ คนที่ได้ยินคงไม่แปลกใจกับคำว่า พนักงาน Outsource เพราะมีบริษัทจำนวนไม่น้อยที่ว่าจ้างบริษัท Outsource หรือมีพนักงานไอที Outsource ทำงานร่วมกับพนักงานประจำ สำหรับวันนี้เรามีบทสัมภาษณ์จากโปรแกรมเมอร์หนุ่มที่ทำงาน ไอที Outsource มาถ่ายทอดประสบการณ์และแรงบัลดาลใจในการเป็นพนักงานทำงานไอที Outsource ผู้สัมภาษณ์         : คุณมีแรงบันดาลอะไรที่ทำให้อยากทำงาน ไอที Outsource ผู้ถูกสัมภาษณ์     : ก่อนที่ผมจะทำงานเป็น Outsource ผมเคยเป็นพนักงานประจำที่บริษัทมหาชนแห่งหนึ่งในตำแหน่งโปรแกรมเมอร์ ผมทำงานอยู่ประมาณ 2 ปี ทำให้ผมรู้จักปรับตัวและเรียนรู้วิธีต่างๆ ที่จะเขียนโปรแกรม เพื่อสนับสนุนตามความต้องการของผู้ใช้งานให้มากที่สุด ซึ่งถ้าถามว่าแรงบันดาลใจที่เป็นเหตุ ทำให้ผมอยากทำงาน Outsource ผมขอเล่าเป็นข้อๆ เริ่มจาก งานที่ทำอยู่ไม่ท้าทายหรืออาจจะเป็นงานที่ไม่มีความแปลกใหม่ ทำให้ไม่อยากทำงาน ผมไม่แน่ใจว่าโปรแกรมเมอร์ทุกคนจะเป็นเหมือนผมไหม แต่มันเป็นแรงบันดาลใจเริ่มแรกในการหางานใหม่ ต้องการพัฒนาการเขียนภาษา Java ให้มากขึ้น เพราะในปัจจุบันโปรแกรมเมอร์ที่สามารถเขียนภาษา Java ได้ก็เป็นที่ต้องการของตลาดและเพิ่มโอกาสในการหางานให้กับตัวเอง ผมต้องการสร้างเนื้อสร้างตัว ทำงาน …

ทำงาน ไอทีให้มีประสิทธิผลด้วยเทคนิค Pomodoro

ทำงานไอทีให้มีประสิทธิผลด้วยเทคนิค Pomodoro

ทำงาน ไอทีให้มีประสิทธิผลด้วยเทคนิค Pomodoro เมื่อไม่นานมานี้ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าอบรมคอร์สสั้นๆ เป็นเวลาเพียง 2 ชั่วโมง ที่ทางองค์กรได้มีการเชิญวิทยากรภายนอกมาบรรยายให้ความรู้เทคนิคการทำงานที่ผู้เขียนไม่เคยรู้จักหรือได้ยินมาก่อน นั่นก็คือ เทคนิค Pomodoro ก่อนที่จะอธิบายเกี่ยวกับขั้นตอนหรือวิธีการทำเทคนิค Pomodoro ให้เกิดผลนั้น จะขอพูดถึงที่มาก่อนว่า “เหตุใดจึงต้องมีการนำเทคนิคนี้เข้ามาช่วยสำหรับการทำงาน ไอที?” สำหรับคนทำงาน ไอทีแล้วนั้น ส่วนใหญ่ก็จะนั่งจดจ่ออยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ มีเวลาว่างเมื่อไหร่ก็มักจะหยิบ Smart Phone ขึ้นมาเล่น   การนั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์นั้นมีโอกาสสูงมากที่จะเสียสมาธิวอกแวกเข้าเว็บไซต์ เล่นเกมส์ อ่านข่าว และใช้ Social Network เป็นต้น บางองค์กรถึงกับต้องมีการ Block ไม่ให้พนักงานใช้อินเทอร์เน็ตของบริษัทท่องเว็บไซต์ออกข้างนอกองค์กรเลยทีเดียว ทั้งนี้อาจเพื่อป้องกันไวรัสและการถูกบุคคลภายนอกพยายามเข้ามาขโมยข้อมูลสำคัญของบริษัท แต่มาตรการนี้ก็สามารถทำให้พนักงานทุกคนมีสมาธิจดจ่ออยู่กับงานของตัวเองมากขึ้น คุณเคยสังเกตตัวเองบ้างหรือไม่คะ?? ว่าเคยนั่งจดจ่ออยู่กับงานตรงหน้าได้นานที่สุดเท่าไหร่ โดยไม่เสียสมาธิไปกับสิ่งรบกวนรอบข้างหรือการเปิดหน้าเว็บไซต์อื่นๆ นอกจากงานของตัวเองเลย และเคยสังเกตหรือไม่? ว่า,,,เราใช้เวลาไปกับสิ่งรบกวนเหล่านั้นต่อวันไปทั้งหมดเท่าไหร่?? หากนำเวลาที่เสียไปเหล่านั้นมาใช้กับงานที่กำลังรับผิดชอบอยู่จะทำให้งานเสร็จเร็วขึ้นหรือไม่? แต่อย่างไรก็ตามมนุษย์เราก็ไม่ควรจดจ่ออยู่กับงานหรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานเกินไป เพราะอาจจะส่งให้เกิดข้อผิดพลาดในงานที่ทำและเกิดความเครียดทำให้เสียทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตได้ เนื่องจากสมองเริ่มเหนื่อยล้ามากแล้ว ดังนั้นจึงควรหาวิธีการทำงานให้เกิดทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผลในงานที่ทำและไม่ส่งผลเสียต่อคนทำงาน ไอทีอย่างเราๆ ซึ่งเทคนิคที่ควรนำมาใช้นั่นก็คือ “เทคนิค Pomodoro” ค่ะ เทคนิค Pomodoro คือ …

สิ่งที่คนทำงาน ไอทีด้านโปรแกรมเมอร์และเว็บดีไซเนอร์ได้ยิน

สิ่งที่คนทำงานไอทีด้านโปรแกรมเมอร์และดีไซเนอร์ได้ยิน

สิ่งที่คนทำงาน ไอทีด้านโปรแกรมเมอร์และเว็บดีไซเนอร์ได้ยิน ในองค์กรส่วนใหญ่ ทีมงานที่ต้องทำงาน ไอทีด้าน WEB ACCESSIBILITY ก็คือทีมงานเดียวกับที่สร้างเว็บไซต์นั่นแหละ…….. จะมีใครล่ะครับ…… ถ้าไม่ใช่โปรแกรมเมอร์กับเว็บดีไซเนอร์ และเมื่อพวกเขาพยายามเรียนรู้ว่าสิ่งที่ต้องทำคืออะไร.. ? ไม่ว่าจะจากหนังสือหรือบทความที่เกี่ยวข้อง พวกเขาจะเจอกับลิสต์รายการอธิบายเหตุผลยาวเหยียดว่าทำไมคุณจึงต้องทำให้เว็บไซต์ให้ทุกคนเข้าถึงได้ WEB ACCESSIBILITY คือ การออกแบบ ที่ทำให้ทุกคนสามารถใช้งานได้อย่างเท่าเทียมกัน ได้แก่ คนปกติ, ผู้สูงอายุ, ผู้ทุพพลภาพ ได้แก่ สายตา หู โดยพวกเขาต้องเจอกับ… มีข้อเท็จจริงมากมายในข้อความเหล่านี้ แต่น่าเสียดายที่มันมีประเด็นนอกเหนือจากนี้อีกหลายอย่างที่ทำให้โปรแกรมเมอร์และดีไซน์เนอร์วัยหนุ่มทั้งหลายรู้สึกต่อต้านและกังขาในการทำ WEB ACCESSIBILITY สำหรับพวกเขา ผมขอยกตัวอย่างประเด็นหลัก ๆ เลยแล้วกันเพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจ > สังคมที่รายล้อมรอบกลุ่มคนเหล่านี้ล้วนเป็นคนในวัยเดียวกันที่มีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ทำให้พวกเขาจินตนาการไม่ออกว่าทำไมประชากรบนโลกส่วนใหญ่จึงเป็นกลุ่มผู้ทุพพลภาพ (ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง) ที่ต้องการความช่วยเหลือในการเข้าถึงข้อมูลบนเว็บไซต์ > พวกเขายังคงกังขาในประเด็นที่ว่าจริงหรือไม่ ที่ WEB ACCESSIBLE นั้นจะมีประโยชน์กับคนทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ผู้มีร่างกายปกติสมบูรณ์ ยกตัวอย่างคลาสสิกอย่างเช่นการทำ CLOSED CAPTIONING เพื่อให้คนหูหนวกอ่านแทนการฟังนั้นมีประโยชน์ชัดเจน แม้กับผู้ที่ไม่มีปัญหาด้านการฟัง แต่มันก็เป็นตัวอย่างเดียวจริงๆ ที่เห็นประโยชน์เด่นชัดกับคนทั่วไป คล้ายๆ กับการถกประเด็น …

ภาษาที่คนทำงาน ไอที (Programmer) ควรเรียนรู้

ภาษาที่คนทำงานไอที (Programmer) ควรเรียนรู้

ภาษาที่คนทำงาน ไอที (Programmer) ควรเรียนรู้ สำหรับคนทำงาน ไอทีที่กำลังสนใจในอาชีพโปรแกรมเมอร์ ในสมัยก่อนภาษาโปรแกรมมีเยอะมากและโปรแกรมเมอร์ส่วนใหญ่ก็ไม่รู้ทิศทางที่ชัดเจน เช่น ภาษาที่เรียนมายังไม่รู้ว่าใช้กับงานอะไรและไม่รู้ว่าอยู่ในธุรกิจกลุ่มไหน  ปัจจุบันภาษาโปรแกรมเติบโตมากขึ้นและมีตัวอย่างมากขึ้น ทำให้สามารถบอกทิศทางได้ว่าเราควรจะต้องศึกษาภาษาอะไรให้ตรงกับความต้องการของเรา เพราะว่าถ้าเราไปเลือกเรียนรู้ภาษาที่คนส่วนใหญ่ไม่นิยมแล้วก็จะทำให้เราเสียเวลาไปฟรีๆ  ซึ่งภาษาที่เหล่าคนทำงาน ไอทีควรให้ความสนใจ  ได้แก่ ภาษา JAVA เป็นภาษาโปรแกรมขั้นพื้นฐานซึ่งมีความต้องการมากในหลายๆ บริษัท และเป็นโปรแกรมพื้นฐานสำหรับการเขียน Android Application ภาษา C เป็นต้นกำเนิดของโปรแกรมหลายๆอย่าง ทุกภาษาส่วนใหญ่มีโครงสร้างการเขียนแบบเดียวกัน ถ้าเราเข้าใจในภาษา C เราก็จะเรียนรู้ภาษาอื่นได้ง่ายมากขึ้น ภาษา C++ เป็นภาษาที่มีการเขียนโครงสร้างค่อนข้างยากกว่าภาษา C สำหรับการทำซอฟต์แวร์แอพพลิเคชั่นบนฝั่ง Windows ต้องศึกษาภาษา C++ ไว้รวมไปถึงการสร้างเกมส์ด้วย เพราะเกมส์ส่วนใหญ่เล่นบนแพลตฟอร์ม Windows หากคนทำงาน ไอทีสนใจอยากเป็นเกมส์เมอร์ควรศึกษาภาษา C++ เอาไว้ครับ ภาษา C# เป็นภาษาที่ทาง Microsoft ช่วยกันพัฒนาขึ้นมา เป็นโปรแกรมที่ช่วยพัฒนา Application บน Windows Objective-C เป็นภาษาทางฝั่ง …

คำว่า “รัก” ของคนทำงาน ไอที

คำว่า “รัก” ของคนทำงานไอที

คำว่า “รัก” ของคนทำงาน ไอที คำว่า “รัก” ที่ทำให้ใครหลายๆ คนฟังแล้วรู้สึกมีพลัง มีกำลังใจ มีจุดมุ่งหมายในชีวิต คุณเคยสำรวจตัวเองไหม?? ว่ารักแบบไหนที่ทำให้คุณมีความรู้สึกเหล่านั้น สำหรับประสบการณ์รักที่คนทำงาน ไอทีควรให้ความสำคัญในชีวิต เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสที่จะได้เจอคำว่า “ รัก ” “รักตัวเอง” รักแรกพบที่คุณไม่อาจจะปฏิเสธได้ ซึ่งปัจจุบันหลายคนอาจกำลังมองข้าม ซึ่งเป็นรักเริ่มต้นที่ต้องให้ความสำคัญ คุณคงเคยได้ยินคำว่าหากไม่รักตัวเองแล้วจะรักคนอื่นได้อย่างไร อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่อยากให้หันมาใส่ใจและรักตัวเองมากขึ้น วิธีการรักตัวเองมีหลากหลายตามลักษณะนิสัยของคนทำงาน ไอทีแล้ว สุขภาพเป็นสิ่งแรกที่ควรให้ความสำคัญ เริ่มจาก สุขภาพด้านสายตา ซึ่งสายตาเป็นอวัยวะที่ใช้มองจอคอมพิวเตอร์ทุกวัน วันละชั่วโมง ควรละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อพักสายตา ควรทานวิตามินบำรุงสายตา และแนะนำให้หมั่นสุขภาพตาเป็นประจำทุกปี อาการเมื่อยล้าจากการนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ควรเปลี่ยนท่านั่งและนั่งให้ถูกวิธี หากไม่ปรับเปลี่ยนท่านั่งอาจทำให้คุณเป็น Office Syndrome ซึ่งเริ่มต้นด้วยอาการปวดตึงที่คอ บ่า และไหล่ ควรบำบัดด้วยการไปนวยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ หากลองนวดแล้วไม่หาย แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง เพื่อป้องกันไม่ให้มีอาการปวดลุกลามไปจุดอื่นๆ ความเครียดจากการทำงาน ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดความเครียดอาจจะเกิดความกดดัน ความวิตกกังวล ความขัดแย้งจากงานที่ทำหรือจากบุคคลในที่ทำงาน ดังนั้นคุณควรวิธีจำกัดความเครียด เช่น หากรู้สึกว่าตัวเองเริ่มเครียดควรลุกออกจากโต๊ะทำงาน ฟังเพลงที่ชื่นชอบ เป็นต้น …

ทางเลือกดีๆ..สำหรับคนทำงาน ไอที..ที่คิดอยากอัพเกรดตัวเอง..

ทางเลือกดีๆ..สำหรับคนทำงานไอทีที่คิดอยากอัพเกรดตัวเอง

ทางเลือกดีๆ..สำหรับคนทำงาน ไอที..ที่คิดอยากอัพเกรดตัวเอง.. ในชีวิตการทำงานนั้น ไม่ว่าใครก็หวังที่จะมีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งหลายคนอาจจะคิดว่า “ไม่เป็นไร ทำงานไปเรื่อยๆ ประสบการณ์เยอะขึ้น อายุเยอะขึ้น เดี๋ยวตำแหน่งก็มาเอง..”แนวความคิดนี้อาจจะมีความเป็นไปได้อยู่บ้างสำหรับอาชีพบางสายอาชีพ แต่สำหรับคนทำงาน ไอทีแล้วมันไม่เป็นเช่นนั้นอย่างแน่นอน จากประสบการณ์ตรงของผมที่ได้ผ่านช่วงเวลาที่ต้องขบคิดถึงเรื่องการพัฒนาความรู้หรือการศึกษาต่อปริญญาโทเพื่อเป็นการอัพเกรดตัวเองเมื่อตอนปีที่ผ่านมานี่เอง ซึ่งถ้าถามว่าก่อนหน้านั้นคิดถึงเรื่องศึกษาต่อบ้างหรือเปล่าก็ต้องตอบว่า มีคิดอยู่บ้างแต่ภาพก็ไม่ได้ชัดเจนอะไรนัก แต่เมื่ออายุได้ก้าวมาอยู่ในช่วง 30 กลางๆ บวกกับหน้าที่การงานที่มากขึ้น โดยได้รับตำแหน่งให้เป็นผู้จัดการฝ่ายไอทีซึ่งจริงๆแล้วก็ไม่ได้มีความชำนาญด้านไอทีตรงๆซักเท่าไหร่ เพียงแต่จะมีการใช้เทคโนโลยีด้านไอทีมาช่วยส่งเสริมงานด้านที่ปรึกษาของบริษัทเท่านั้นเองดังนั้นเมื่อต้องมีความรับผิดชอบในส่วนนี้เพิ่มเติม จึงมีความจำเป็นที่จะต้องศึกษาหาความรู้หรือประสบการณ์ใหม่ๆเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของตนให้ดีขึ้น… ถึงจุดนี้เองที่เป็นจุดที่ต้องเปลี่ยน จุดที่ต้องคิด จุดที่ต้องหาแนวทางในการพัฒนาตัวเอง จุดที่ต้องศึกษาต่อ…แล้วคำถามต่างๆก็ตามมามากมาย ณ จุดนี้. ในแว๊บแรกของความคิดผมนั้นมีความคิดที่จะเรียนต่อปริญญาโทบริหารธุรกิจที่ไหนซักแห่ง ในขณะที่อีกใจหนึ่งก็อยากจะเรียนต่อทางด้านไอที ถามว่าทำไมผมถึงแบ่งความคิดออกเป็น 2 ขั้วขนาดนี้ เหตุผลก็คือด้วยตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ ถ้าเป็นคุณ คุณจะเลือกเรียนอะไร…สำหรับผม ใจหนึ่งอยากมีความรู้ด้านการบริหารโครงการต่างๆ อีกใจหนึ่งก็อยากต่อยอดความรู้ด้านไอที ความคิดสับสนเกิดขึ้นอยู่หลายวัน รักพี่เสียดายน้อง สุดท้ายก็ต้องไปปรึกษาผู้รอบรู้ จะใครเสียอีกถ้าไม่ใช่พี่ Google ผมจำได้ว่าผมได้ค้นหาคำว่า “ปริญญาโท บริหาร เทคโนโลยีสารสนเทศ ภาคพิเศษ” เหตุที่ต้องมีคำว่าภาคพิเศษด้วยนั้นก็เพื่อต้องการหาสถานที่เรียนที่สามารถเรียนวันเสาร์-อาทิตย์ได้เนื่องจากยังต้องทำงานประจำอยู่ เมื่อผมกด Enter ผลการค้นหาก็คือ หลักสูตรปริญญาโทบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ (ITM) คณะสถิติประยุกต์ …

เลือกทำงานไอทีอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ

เลือกทำงานไอทีอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ การเรียนสายไอที ถ้าเริ่มมองจากมุมมองภายนอกแล้ว จะทำให้นึกถึงบุคคลที่รอบรู้ไปทั้งหมดในด้านไอที ไม่ว่าจะเป็นด้านฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์  แต่บ่อยครั้งที่คนเรียนสายไอที ก็ไม่ได้มีสามารถครบทุกด้าน เพราะความถนัดของแต่ละคนมีไม่เท่ากัน ซึ่งงานทางด้านไอทีมีความหลายหลายในตัวเองมาก ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสายงาน ตำแหน่งหน้าที่ของงาน รวมไปถึงหน่วยงานที่ทำอีกด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความถนัด มุมมอง ความสามารถของแต่ละบุคคล และความรักในงานที่ทำอีกด้วย ว่าชอบและพร้อมที่จะใส่ใจในตัวงานของเรามากน้อยเพียงใด   ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่ความสำเร็จในสายงานของเราได้ การเลือกทำงานไอทีสายงานใด? การเลือกทำงานไอทีสายงานใด? อาจจะเริ่มจากตอนเรียน ซึ่งการเรียนในสิ่งนั้นๆ จะเป็นตัวบอกความสามารถ ความถนัดและความเป็นตัวตนของเราเองว่าจะเหมาะสมกันสายงานแบบไหน งานลักษณะใด เหมาะกับตำแหน่งงานแบบใด การเรียนทางด้านไอทีนั้น จากประสบการณ์ของผู้เขียนในช่วงเวลาเรียนจะเป็นช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ ค้นหาตัวเอง มองตัวเองว่าชอบเรียนวิชาไหนบ้าง ทำคะแนนวิชาไหนออกมาได้ดี และมีความสามารถในวิชาไหน เมื่อจบออกมาจะต้องเจอกับสภาวะการทำงานที่จะต้องดึงเอาประสบการณ์ตั้งแต่ตอนเรียนมาปรับใช้ และยังจะต้องเจอกับสภาวะกดดันมากมาย ดังนั้นการวางแผนการทำงานโดยเริ่มตั้งแต่ตอนเรียนถือเป็นการวางแผนที่ดีเพื่อต้อนรับความสำเร็จในอนาคตของเรา และเพื่อให้เกิดความผิดพลาดในการทำงานน้อยที่สุด เมื่อรวบรวมเอาความสามารถ ความมุ่งมั่น ความตั้งใจ และประสบการณ์ บวกกับการเตรียมความพร้อมในการทำงานตั้งแต่ขณะเรียนอยู่แล้ว อันดับแรกของการเริ่มต้นชีวิตการทำงานไอที คือ การเลือกสายงานที่เราสนใจ เริ่มจากมองตัวเอง มองถึงความสามารถ และงานที่เรารัก ลักษณะงานที่เราชอบ นำมาเรียงลำดับให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจมองหางาน และที่สำคัญสิ่งที่จะช่วยในการตัดสินใจคือ การหาข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะงานนั้นๆ ว่ามีความเหมาะสมกับบุคลิก หรือความชอบของเรามากน้อยแค่ไหน ตรงตามที่เราเคยคิดไว้หรือไม่ ว่างานตำแหน่งนี้น่าจะมีลักษณะงานเป็นแบบนี้ …

ทักษะการสื่อสารกับคนทำงาน ไอที…(Programmer)

ทักษะการสื่อสารกับคนทำงาน ไอที (Programmer)             เมื่อพูดถึงงานไอทีแล้ว หลายๆ คนอาจมองว่าเป็นสายงานที่ดีมีอนาคตแน่นอน แต่อย่างไรก็ตามทุกสายงานย่อมมีดีเป็นของตัวเองอยู่แล้ว ซึ่งตัวแปรที่สำคัญของคำนิยามคำว่าสายงานที่ดีมีอนาคต   นั่นก็คือ ความสามารถของแต่ละบุคคลนั่นเอง โดยส่วนมากแล้วคนทำงานไอทีจะมีทักษะทางด้านการสื่อสารหรือปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างที่น้อยกว่าคนในสายงานอื่นๆ เพราะส่วนมากแล้วมักจะใช้เวลาทั้งหมดของการทำงานนั่งอยู่หน้าจอคอมฯ ซึ่งที่ทำงานของผู้เขียนเองก็เป็นเช่นนั้น พนักงานเกือบทุกคนเลือกที่จะพูดคุยกันผ่านโปรแกรมที่มีการทำงานคล้ายกับโปรแกรมแชททั่วไป แม้จะนั่งอยู่ห่างกันเพียงเอื้อมมือหรือนั่งอยู่โต๊ะติดกันก็ตาม   การพูดคุยกันไม่ว่าจะทั้งทางโทรศัพท์หรือการมีปฏิสัมพันธ์พูดคุยกันต่อหน้า (Face to Face) จะเป็นทางเลือกสุดท้ายที่เหล่าคนทำงานไอทีจะทำ ดังนั้นจึงทำให้เหล่าโปรแกรมเมอร์ทั้งหลายมีทักษะการสื่อสารที่ไม่ค่อยดีนัก   ซึ่งไม่แปลกที่มักจะมีคนพูดว่า “ถ้าจะคุยกับโปรแกรมเมอร์ให้พูดภาษาคอมฯ เพราะโปรแกรมเมอร์พูดภาษาคนไม่รู้เรื่อง”             ทักษะการสื่อสารเป็นทักษะที่สำคัญมากสำหรับคนทำงานไม่ว่าจะเป็นทั้งการทำงาน ไอทีหรืองานสายอื่นๆ เนื่องจากทุกคนย่อมมีเพื่อนร่วมงาน และไม่สามารถทำงานตามลำพังได้แน่นอน ซึ่งจะขอยกตัวอย่างจากประสบการณ์จริงของผู้เขียน เนื่องจากผู้เขียนทำงานอยู่ในสายไอทีและอยู่ในส่วนงานที่จะต้องพูดคุย เจรจาติดต่อกับโปรแกรมเมอร์อยู่เสมอ และเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นบ่อยๆ ก็คือ การสื่อสารกันผ่านทางโทรศัพท์ที่ผู้พูด (Programmer ) เกือบทุกคนมักจะพูดด้วยศัพท์เทคนิคมากมาย และพูดสั้นกระชับ แล้วรีบวางสายไป… แต่ในทางกลับกันหากคุยกันผ่านช่องทางโปรแกรมแชท โปรแกรมเมอร์เหล่านี้มักจะอธิบายเป็นตัวหนังสือได้ดี ทำให้รู้สึกราวกับว่าเป็นคนละคนกัน ปัญหานี้ทำให้ Programmer เหล่านี้ในบริษัทของผู้เขียนไม่สามารถที่จะปรับตำแหน่งเลื่อนขั้นไปเป็น System Analyst หรือตำแหน่งที่สูงขึ้นได้ เนื่องจาก Team Leader มองว่ายังขาดทักษะทางด้านการสื่อสารอยู่มาก เนื่องจากเมื่ออยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้นแล้ว …